บทที่ 13

ขนาดของทางเดินสาย สายเคเบิล และท่อที่เป็นทางเดิน

 

วัตถุประสงค์
1. เพื่อให้นักศึกษาทราบถึงการต่อลงดินในระบบไฟฟ้า
2. เพื่อให้นักศึกษาสามารถอธิบายคุณสมบัติของสายดินอุปกรณ์ไฟฟ้าได้
3. เพื่อให้นักศึกษาบอกขนาดของสายต่อหลักดินในระบบไฟฟ้าได้

 

13.1 รายละเอียดของช่องทางเดินสายชนิดต่างๆ
เนื่องจากช่องทางเดินสายจะมีอยู่หลายชนิดดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตและการออกแบบ
ในหัวข้อนี้จะได้กล่าวถึงรายละเอียดต่างๆได้ดังนี้

 

13.1.1 ท่อร้อยสายโลหะแบบหนา RSC

 ท่อสายไฟโลหะแบบหนาจะหมายถึงท่อเหล็กที่ทำด้วยเหล็กกล้าเคลือบด้วยสังกะสีซึ่งจะมีความแข็งแรงสูงมาก  สามารถทนต่อ
การกัดกร่อนได้ดี   โดยในการใช้งานจะให้สายตัวนำต่างๆ เดินอยู่ภายในท่อนี้ ทั้งนี้เพื่อให้ท่อป้องกันความเสียหาย
ให้กับสายตัวนำ  นอกจากนี้ยังทำให้งานดูเรียบร้อย   ท่อแบบนี้จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่1/2 นิ้ว จนถึง 6 นิ้ว  ใช้ได้ทั้งงานภายใน
และภายนอกอาคาร  โดยจะฝังอยู่ในดินหรืออยู่ในคอนกรีตก็ได้ ในระบบเมนทั้งแรงดันไฟต่ำและแรงดันไฟสูงมักนิยมใช้ท่อประเภทนี้ทั้งสิ้น  เพียงแต่จะมีข้อเสียคือราคาและน้ำหนักสูง  โดยปกติควายยาวจะประมาณ 3 m 
การต่อท่อหรือโค้งงอในกรณีที่ท่อทีมีเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 1 นิ้ว  สามารถทำได้ด้วยเครื่องมือง่ายๆ  ที่เรียกว่า Hickey  หรือ  Hand Conduit Bender   และถ้าท่อมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่า1 นิ้ว  การตัดโค้งท่อดังกล่าวจะทำได้โดยใช้เครื่องมือตัดท่อ
แบบไฮดรอลิก ( Hydraulic  Bending  Machines ) นอกจากนี้การโค้งงอในลักษณะ 45  หรือ 90 องศา  อาจจะใช้ท่อที่ทำโค้งสำเร็จรูปมาให้เลยเรียกว่า elbows ก็ได้ ซึ่งการต่อชนิดนี้อาจจะต่อเข้ากับกล่องหรือตู้โดยใช้ขั้วต่อก็ได้
แต่โดยปกติแล้วอาจต่อท่อชนิดนี้ด้วยกันจะใช้ตัวเชื่อมต่อ  ( Coupling ) เป็นอุปกรณ์ในการต่อ

 

 

 

รูปที่ 13.1  แสดงการใช้อุปกรณ์และการต่อท่อสายที่เป็นโลหะแบบหนา


   ในรูปที่ 13.2    จะแสดงถึงล็อคนัด ( locknut )  บูชชิ่ง(  bushing )  และชนิดของตัวเชื่อมต่อ  ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในงานการเดินสาย ในท่อสายแบบโลหะแบบหนา


 

รูปที่ 13.2  แสดงภาพหน้าตัดของการต่อกล้อแงเข้ากับท่อเดินสาย  แสดงถึงล็อคนัด และ บูชชิ่ง
และ กล่องต่อ หรือ ท่อพักสาย ( conduit ) แบบต่างๆ

 

13.2.1 ท่อร้อยสายอโลหะแบบหนา

         ท่อและอุปกรณ์ของท่อชนิดนี้จะทำมาจากวัสดุที่ไม่ใช่โลหะที่ทนทานต่อการกัดกร่อนและการกระแทกได้ ซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรฐานของ NEC การใช้งานท่อชนิดนี้อาจฝังดินหรือเดินสายลอยเหนือผิวก็ได้   ทั้งนี้จะต้องไม่มีผลจากความร้อนของแสงแดดที่มีต่อท่อด้วย   ส่วนในกรณีที่ฝังดินก้จะต้องมีลักษณะเหมือนหรือคล้ายๆกับการเดินสายลอยเหนือผิวดิน  และอาจจะต้องทนต่อสนิมและสามารถรับแรงกดของดินได้โดยปกติท่อชนิดนี้จะมีอยู่ด้วยกัน ดังนี้ คือ
    1. Fiberglass Reinforced  Epoxy  Conduit  มักจะใช้ในระบบไฟฟ้าแรงสูง  ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งฝังดินโดยตรง หรือติดตั้งแบบตักต์แบงก์   ท่อชนิดนี้อาจเรียกย่อๆว่า  FRE
    2. ท่อซีเมนต์แอสเบสตอส  ( Asbestos Cement )  ทำจากสารอโลหะซึ่งแข็งแรง   ทนทานต่อการกัดกร่อน  ไม่เป็นสนิมและไม่ติดไฟ  โดยมากจะใช้ทำเป็นท่อเดินสายไฟฟ้าใต้ดิน  แต่ปัจจุบัยไม่เป็นทีนิยม
    3. ท่อ PVC ( Rigid Polyvinyl Chloride )  เป็นท่อที่ทำจากพลาสติกPVC ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสำหรับงานในระบบไฟฟ้าแรงต่ำ  โทรศัพท์  และในกรณีที่ระบบเดินใต้ดินจะต้องติดตั้งแบบดัดด์แบงก์
    4. High-density Polyethylene มักจะใช้งานในระบบไฟฟ้าแรงสูง  โดยสามารถใช้ได้ทั้งฝังดินโดยตรง หรือติดตั้งแบบดักด์แบงก์  ท่อนี้อาจเรียกย่อๆว่า  HDPE

ในรูปที่ 13.3 เป็นการแสดงกลุ่มของท่อ (Duct Bank) โดยหมายถึงการเดินท่อชยิดอโลหะแบบฝังดิน และจะจับอยู่รวมกันในบ่อคอนกรีตอีกทีหนึ่งก็ได้

 

รูปที่ 13.3 แสดงกลุ่มของท่อ (Duck Bank) ที่ใช้กับท่อร้อยสายอโลหะแบบหนา (Rigid Nonmetallic Conduit)

 

13.1.3 ท่อสายไฟโลหะแบบบาง (EMT)


    ท่อสายไฟโลหะแบบบางจะเป็นท่อเหล็กซึ่งบางกว่าท่อร้อยสายชนิดโลหะแบบหนามาก จึงมีน้ำหนักเบาและราคาถูกกว่ามาก เหมาะสำหรับการใช้งานในบริเวณที่แห้งซึ่งไม่ถูกน้ำหรือฝน เช่น บนฝ้าเพดาน หรือฝังในผนังคอนกรีตก็ได้ โดยท่อที่ฝังในคอนกรีตจะต้องไม่ได้รับแรงการดัดงออุปกรณ์ในการต่อท่อชนิดนี้ ซึ่งจะคล้ายกับหัวข้อที่ 13.1.1 ขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลางของท่อ EMT จะมีตั้งแต่ 1/2 นิ้ว, 3/4 นิ้ว, 1 นิ้ว, 1 1/2 นิ้ว และ 2 นิ้ว โดยจะมีความยาวของท่อประมาณ 3 m

 

 

 รูปที่ 13.4 แสดงการใช้งานอุปกรณ์และการต่อท่อ EMT

13.1.4 ท่อสายไฟโลหะแบบอ่อน
ท่อสายไฟโลหะแบบอ่อนจะทำด้วยเหล็กกล้าชุบสังกะสีในลักษณะที่มีความอ่อนตัวและโค้งงอได้ เหมาะสำหรับการใช้งานกับอุปกรณ์ที่มีการสั่นสะเทือนเวลาใช้งาน เช่น มอเตอร์ เครื่องจักรต่างๆ หรือใช้งานกับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เช่น ดวงโคม เป็นต้น มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1/2 นิ้ว, 3/4 นิ้ว, 1 นิ้ว, 1 1/2 นิ้ว และ 2 นิ้ว, 2 1/2 นิ้ว, และ 3 นิ้ว แยกออกเป็นแบบธรรมดาและแบบกันน้ำ


 

รูปที่ 13.5 แสดงภาพตัดของท่อร้อยสายไฟโลหะแบบอ่อน

 

13.1.5 ทางเดินสายบนผิว
ทางเดินของสายบนผิวจะมีอยู่ด้วยกันหลายรูปร่างและหลายลักษณะ อาจจะทำจากโลหะหรืออโลหะก้ได้ ส่วนมากแล้วการติดตั้งใช้งานอุปกรณ์ชนิดนี้จะติดตั้งในบริเวณที่แห้ง ไม่ถูกน้ำหรือฝน โดยอาจจะติดตั้งบนพื้น ฝาหรือเพดานก็ได้ ส่วนขนาดจะขึ้นอยู่กับผู้ผลิตและผู้ใช้งาน


 

รูปที่ 13.6 แสดงชนิดของทางเดินสายบนผิว (Surface Raceways)

 

 

13.1.6 ทางเดินสายแบบเป็นเซลล์คอนกรีต

  ทางเดินสายแบบเป็นเซลล์คอนกรีตจะเป็นลักษณะของพื้นคอนกรีตสำเร็จรูปที่เปิดช่องว่างไว้สำหรับวางสายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยลักษณะของช่องว่างนี้จะเปรียบได้กับเซลล์ของสิ่งมีชีวิตที่จะแยกไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของระบบไฟฟ้า และเซลล์นี้อาจจะเป็น ในลักษณะของช่องว่างหรือในลักษณะช่องว่างที่เป็นตลอดแนวของคอนกรีตที่หล่อสำเร็จก็ได้ โดยที่ทิศทางการติดตั้งเซลล์จะขนาน กับระนาบของพื้น ส่วนเฮดเดอร์ดักต์จะทำการติดตั้งให้ทำมุม 90ํ กับเซลล์ โดยที่จะติดตั้งอยู่บนเซลล์อีกทีหนึ่ง ปกติแล้วเฮดเดอร์ดักต์จะทำด้วย โลหะซึ่งจะสังเกตและศึกษาได้จากรูปที่ 13.7

 

 

รูปที่ 13.7 แสดงโครงสร้างของทางเดินสายแบบเป็นเซลล์คอนกรีต

 

13.1.7 ทางเดินสายแบบเป็นเซลล์โลหะ
ทางเดินสายแบบเป็นเซลล์โลหะจะคล้ายๆ กับทางเดินสายแบบเป็นเซลล์คอนกรีต เพียงแต่ช่องว่างสำหรับเดินสายจะอยู่ในพื้นโลหะแทน ทำให้สามารถเชื่อมตบแต่งโดยการเชื่อมโลหะได้ง่าย

 

 

รูปที่ 13.8 แสดงโครงสร้างของทางเดินสายแบบเป็นเซลล์โลหะ

               

13.1.8 ทางเดินสายใต้พื้น
  ทางเดินสายใต้พื้นจะมีลักษณะคล้ายๆ กับท่อโลหะในหัวข้อที่ 13.1.7 เพียงแต่จะสามารถเปลี่ยนรูปร่างขนาดของท่อโลหะนี้ได้ง่าย โดยกระทำบนพื้นคอนกรีตที่เทเรียบรอ้ยแล้วนั่นเอง ดังแสดงในรูปที่ 13.9

 หลังจากปรับระดับทางเดินสายสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว จึงทำการเทคอนกรีตลงไป โดยระดับของผิวคอนกรีต จะอยู่ที่ตำแหน่งบนของกล่อง

 

 

รูปที่ 13.9 แสดงลักษณะของทางเดินสายใต้พื้น


               

13.1.9 รางเดินสาย (  Wireways  )
รางเดินสายเป็นลักษณะของสิ่งที่ห่อหุ้มสายตัวนำหรือสายไฟฟ้าเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับสายดังกล่าวทำมาจากโลหะ  สามารถแขวนหรือเคลื่อนย้ายไป  –  มาได้  โดยถ้าทำการติดตั้งรางเดินสายเป็นที่ถูกต้องและเรียบร้อยแล้ว  จะต้องสามารถร้อยสายตัวนำลงไปในรางเดินสาย ดังกล่าวได้  นอกจากนี้รางเดินสายยังสามารถที่จะนำมาใช้งานได้ในทุกสถานที่  ไม่ว่าจะเป็นบริเวณชื้นหรือแห้งก็ตาม  ทั้งนี้จะต้องออกแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของมาตรฐานที่จะนำไปใช้งาน  ณ  สถานที่ต่างๆ  เช่น  ในสถานที่เป็นที่ชื้น  รางเดินสายที่ติดตั้งจะต้องมีประเก็นที่สามารถป้องกันความชื้นได้  เป็นต้น  โดยปกติแล้วขนาดของทางเดินสายจะสามารถสั่งทำตามที่ต้องการได้  แต่ขนาดมาตรฐานจะได้แก่  4  x  4  นิ้ว,  6  x  6  หรือ  8  x  8  นิ้ว  เป็นต้น  ส่วนความยาวมาตรฐานจะอยู่ในช่วง  60  นิ้ว,  24  นิ้ว  และ  12  นิ้ว  นอกจากนี้  ในกรณีที่จะโค้งหรือต่อรางเดินสายจะมีอุปกรณ์ที่จะช่วยทำงานในลักษณะดังกล่าวได้  โดยทำเป็นอุปกรณ์สำเร็จรูปขึ้นมา  แล้วนำไปต่อเข้ากับรางเดินสายเพื่อโค้งหรือต่อรางเดินสายดังกล่าว  ดังแสดงในรูปที่  13.10  ซึ่งเป็นภาพตัดของรางเดินสายพร้อมทั้งอุปกรณ์ในการต่อรางเดินสาย  ซึ่งจะเรียกชิ้นส่วนนี้ว่า  Elbow  และ  Tee  เป็นต้น


 

รูปที่  13.10  แสดงโครงสร้างของรางเดินสาย

 

13.1.10 ทางเดินบัส (Busway)
ทางเดินบัสคืออุปกรณ์สำเร็จรูปที่ใช้งานสำหรับเดินสายระบบไฟฟ้า  มีลักษณะเป็นส่วนๆ  ที่สามารถนำมาต่อใช้งานร่วมกันได้  ประกอบด้วย  บัสบาร์  ฉนวน  และภาชนะที่เป็นโลหะที่จะนำมาห่อหุ้มบัสบาร์ดังกล่าว  นอกจากนี้ทางเดินบัสบาร์ยังสามารถติดตั้งใช้งานได้ในทุกสถานที่  ขึ้นอยู่กับพิกัดกระแส  โดยปกติแล้วความยาวมาตรฐานของทางเดินบัสบาร์จะมีค่าประมาณ  10  ฟุต  และอุปกรณ์ในการต่อทางเดินบัสบาร์จะทำได้ง่าย  โดยจะมีอุปกรณ์ที่จะใช้งานโดยเฉพาะที่เรียกเป็นศัพท์ว่า  ปลั๊กอินบัสบาร์  (  Plug – In  Busbar  )  นอกจากนี้ทางเดินบัสบาร์ยังยังสามารถใช้กับระบบไฟฟ้าทั้งแรงดันไฟฟ้าต่ำและแรงดันไฟฟ้าขนาดกลางได้  แต่จะต้องมีค่าความต้านทานของฉนวนที่วัดระหว่างเฟตต่อเฟตและเฟตกับกราวด์ในระดับที่ปลอดภัย  เช่น  ในกรณีของแรงดันไฟฟ้าขนาดกลาง  วัดที่อุณหภูมิ  30 C  ควรจะมากกว่า  500  เมกะโอห์ม

 

 

 

รูปที่  13.11  แสดงโครงสร้างของปลั๊กอินบัสเวย์  (Plug–In Busbar)

               

13.1.11 ถาดสายเคเบิลหรือถาดสายเคเบิลแบบรางน้ำหรือรางเคเบิล  (Cable  Trays)
ถาดสายเคเบิลหรือถาดสายเคเบิลแบบรางน้ำจะสามารถแบ่งออกได้เป็นลักษณะต่างๆ  ดังนี้
1.  ชนิดรางน้ำหรือแบบรางต่อ  (Trough  Type)  จะเป็นลักษณะที่โครงสร้างด้านล่างอาจจะเจาะรูหรือไม่เจาะรูเพื่อประโยชน์ในการระบายอากาศก็ได้  ดังแสดงในรูปที่  13.12  ปกติจะมีขนาดมาตรฐานดังนี้คือ  6,  9,  12,  18  และ  24  นิ้ว  ส่วนมากจะใช้กับสายตัวนำทั่วๆ  ไปที่มีขนาดเล็กและใหญ่  สามารถใส่ได้เต็มปริมาตรของชนิดรางน้ำเคเบิลเทรย์แบบนี้จะใช้ในอาคารทั้งภายในและภายนอกอาคาร
2.  ชนิดบันได  (Ladder  Type)  ประกอบด้วยโครงสร้างตามแนวยาว  2  ชุด  ยึดติดกันด้วยชิ้นส่วนที่เหมือนขั้นบันได  ซึ่งเรียกว่า  ขั้นบันได  (Rung)  จะใช้งานกับสายตัวนำที่เป็นสายชนิดใหญ่หรือสายเคเบิลกำลัง  โดยปกติระยะห่างของขั้นบันไดจะเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม  ส่วนความกว้างมาตรฐานของถาด  (Tray)  ชนิดนี้จะมีตั้งแต่  6,  9,  12,  18,  24  และ  30  นิ้ว  ซึ่งอาจจะสามารถนำเอาเหล็กหรืออลูมิเนียมมาสร้างก็ได้  ดังแสดงในรูปที่  13.13  เคเบิลเทรย์แบบนี้จะใช้งานในโรงงาน


 

รูปที่ 13.12 แสดงการเดินสายบนรางแบบรางต่อชนิดมีรูระบายอากาศ

 

 

รูปที่  13.13 แสดงการเดินสายบบนรางแบบบันได

 

3.แบบร่างพับ (Channel Type) จะเป็นรางที่มีลักษณะระบายอากาศเป็นชิ้นส่วนเดียวตลอด  ใช้จับยืดกับสายชนิดใหญ่เส้นเดียวหรือสายตัวนำที่เรียกว่า สายควบคุมที่มีหลายๆตัวนำ(Multi-Conduction Control Cable) หลายๆเส้นก็ได้ ขนาดความกว้างมาตรฐานจะมีขนาด 3นิ้วและ 4นิ้ว โดยรางแบบนี้สามารถนำเอาเหล็กหรืออลูมิเนียมมาสร้างก็ได้ ดังแสดงในรูปที่ 13.14

 

รูปที่13.14 แสดงการเดินบนรางพับ

 

13.2 สายตัวนำและเคเบิล
สายตัวนำที่ผลิตจากโรงงานั้นอาจจะมีอยู่ด้วยกันหลายชนิดและหลายโครงสร้าง ทั้งนี้เพื่อที่จะให้เหมาะกับการนำไปใช้งาน เช่น สายตัวนำที่ร้อยในท่อเพื่อฝังในพื้นถนนนั้น สายที่ใช้ก็ต้องเป็นชนิดที่สามารถจะจุ่มน้ำได้ ทั้งนี้เนื่องจากในถนนอาจจะมีบางโอกาสที่น้ำท่วมถนนได้ หรือถ้าเป็นสายที่ใช้กับพวกเตาอบ ก็จะต้องเป็นชนิดที่สามารถทนต่อความร้อนได้ เป็นต้น

 

13.2.1ขนาดของสายไฟ
กระแสที่ไหลผ่านตัวนำย่อมก่อให้เกิดความร้อนขึ้นได้ โดยความร้อนที่เกิดขึ้นนี้จะต้องมีขีดจำกัด เพื่อให้ฉนวนแต่ละชนิดที่ห่อหุ้มตัวนั้นไม่เสื่อมคุณภาพของความเป็นฉนวน หรือแม้แต่ตัวนำเปล่าที่ไม่หุ้มฉนวนก็ยังต้องให้เกิดความร้อนได้จำนวนจำกัด เพื่อไม่ให้อุณหภูมิสูงถึงขั้นเกิดการลุกไหม้ได้ โดยทั่วไปขนาดกระแสของสายไฟจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่อไปนี้คือ
- ขนาดของสาย
- ชนิดของฉนวน
- เงื่อนไขการใช้งาน
- มาตรฐานของการผลิต
- วัสดุที่นำมาใช้งาน

 

1.ขนาดของสาย ขนาดของสายที่ผลิตและใช้งานกันในประเทศไทยปัจจุบันนี้ได้ถูกกำหนดโดยสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งได้กำหนดขนาดของสายไฟฟ้าเป็นตารางมิลลิเมตร โดยค่าตารางมิลลิเมตรก็คือ พื้นที่หน้าตัดของตัวนำนั่นเอง ซึ่งจะมีขนาดตั้งแต่ 1, 1.5, 2.5, 4, 6, ….(ตารางมิลลิเมตร)

 

ตารางที่ 13.1 ขนาดกระแสของสายไฟฟ้าทองแดงหุ้มฉนวน PVC ตามมาตรฐาน มอก. 11-2531 อุณหภูมิตัวนำ 70ํ C ขนาดแรงดัน 300 หรือ 750 V อุณหภูมิโดยรอบ 40ํ C (สำหรับวิธีการเดินสาย ก-ค) และ 30ํ C (สำหรับวิธีการเดินสาย และ )


 

หมายเหตุ : (ตารางที่ 13.1)

  1. D = เส้นผ่านศูนย์กลางของสายไฟฟ้า
  2. ชนิดของตัวนำและรูปแบบการติดตั้งเป็นไปดังนี้

 

 

 

หมายเหตุ : (ตารางที่ 13.1)

  1. อุณหภูมิโดยรอบที่แตกต่างจาก 40ํ C (สำหรับวิธีการเดินสาย ก-ค) หรือ 30ํ C (สำหรับวิธีการเดินสาย และ ) ให้คูณค่าขนาดกระแสด้วยตัวคุณดังนี้

 

 

 

ในที่ซึ่งมีการเดินสายผสมกันระหว่างการเดินสายในอากาศ หรือเกาะผนัง (วิธีการเดินสาย หรือ ) และการเดินสายในท่อ (วิธีการเดินสาย ) หากความยาวสายที่เดินในท่อไม่เกินครึ่งของความยาวสายทั้งหมด และสายที่เดินในท่อไม่ยาวเกิน 6 m อนุญาตให้ใช้ค่าขนาดกระแสตามวิธีการเดินสายในอาคารหรือเกาะผนังได้

ตารางที่ 13.2 ขนาดกระแสของสายไฟฟ้าทองแดงหุ้มฉนวน PVC ตามมาตรฐาน มอก. 11-2531 อุณหภูมิตัวนำ 70ํ C ขนาดแรงดัน 300 หรือ 750 V อุณหภูมิโดยรอบ 40ํ C วางบนรางเคเบิล (Cable Tray)


 

 

 

หมายเหตุ : (ตารางที่ 13.2)

  1. D = เส้นผ่านศูนย์กลางของสายไฟฟ้า
  2. ชนิดของตัวนำและรูปแบบการติดตั้งเป็นไปดังนี้

 

 

 

  1. อุณหภูมิโดยรอบที่แตกต่างจาก 40ํ C ให้คูณค่าขนาดกระแสด้วยตัวคูณเช่นเดียวกับหมายเหตุ 3 ของตารางที่ 13.1

 

ตารางที่ 13.3 ขนาดกระแสของสายไฟฟ้าทองแดงหุ้มด้วยฉนวนครอสลิงก์โพลีเอทิลีน อุณหภูมิตัวนำขนาด 90ํ C ขนาดแรงดัน 600 V อุณหภูมิโดยรอบ 40ํ C (สำหรับการเดินสายในอากาศ) และ 30ํ C สำหรับการเดินสายใต้ดิน


 

 

หมายเหตุ : (ตารางที่ 13.3)
อุณหภูมิโดยรอบที่แตกต่างจาก 40ํ C (สำหรับวิธีการเดินสายในอาศ) หรือ 30ํ C (สำหรับการเดินสายใต้ดิน) ให้คูณค่าขนาดกระแสด้วยตัวคุณดังนี้


 

 

 

ตารางที่ 13.4 ขนาดกระแสของสายไฟฟ้าทองแดงหุ้มด้วยฉนวนครอสลิงก์โพลีเอทีลีน อุณหภูมิตัวนำ 90ํ C ขนาดแรงดัน 11 ถึง 33 kV อุณหภูมิโดยรอบ 40ํ C (สำหรับการเดินสายในอากาศ) และ 30ํ C (สำหรับการเดินสายใต้ดิน)


 

 

หมายเหตุ : (ตารางที่ 13.4)
อุณหภูมิโดยรอบที่แตกต่างจาก 40ํ C (สำหรับวิธีการเดินสายในอาศ) หรือ 30ํ C (สำหรับการเดินสายใต้ดิน) ให้คูณค่าขนาดกระแสด้วยตัวคูณเช่นเดียวกับหมายเหตุของตารางที่ 13.3
ตารางที่ 13.5 ขนาดกระแสของสายไฟฟ้าทองแดงหุ้มด้วยฉนวนครอสลิงก์โพลีเอทีลีน มีชีลด์ อุณหภูมิตัวนำ 90ํ C ขนาดแรงดัน 11 ถึง 33 kV อุณหภูมิโดยรอบ 30ํ C เดินในดักต์แบงค์ไม่เกิน 8 ท่อ


 

 

หมายเหตุ : (ตารางที่ 13.5)

  1. อุณหภูมิโดยรอบที่แตกต่างจาก 30ํ Cให้คูณค่าขนาดกระแสด้วยตัวคูณเช่นเดียวกับหมายเหตุของตารางที่ 13.3
  2. การคำนวณให้อ้างอิงจากมาตรฐาน IEC 287-19820 ตามสภาพเงื่อนไขดังต่อไปนี้
    1. โหลดแฟกเตอร์ 100%
    2. Soil Thermal Resistivity = 1.0 ํ K-m/W
    3. Concrete Thermal Resistivity = 1.0 ํ K-m/W

               

2. ชนิดของฉนวนและเงื่อนไขการใช้งาน โดยปกติแล้วจะมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก ดังแสดงในตารางที่ 13.6

 

 

ตารางที่ 13.6 ข้อกำหนดการใช้งานสายไฟฟ้าที่ผลิตตาม มอก. 11-2531 (อุณหภูมิใช้งาน 70 ํ C)


 

 

 

 

ตารางที่ 13.6 (ต่อ) ข้อกำหนดการใช้งานสายไฟฟ้าที่ผลิตตาม มอก. 11-2531 (อุณหภูมิใช้งาน 70 ํ C)


 

 

ตารางที่ 13.6 (ต่อ) ข้อกำหนดการใช้งานสายไฟฟ้าที่ผลิตตาม มอก. 11-2531 (อุณหภูมิใช้งาน 70 ํ C)



               

3.มาตรฐานการผลิตและวัสดุที่ใช้ โดยปกติแล้วทองแดงจะเป็นวัสดุที่ถูกเลือกนำมาทำเป็นตัวนำหรือสายไฟก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนอลูมิเนียมจะถูกเลือกเป็นอันดับรองลงมา ทั้งนี้เพราะสภาพนำ(Conductivity) ของอลูมิเนียมจะเท่ากับ 61% ของทองแดง ดังนั้นถ้ากระแสขนาดเดียวกัน ไหลผ่านทองแดงหรืออลูมิเนียม ขนาดของอลูมิเนียมก็จะมีขนาดใหญ่กว่าทองแดง แต่น้ำหนักต่อความยาวของอลูมิเนียมจะประมาณครึ่งหนึ่งของทองแดง

               

13.2.2 ขนาดของกระแสไฟใต้ดินชนิดฉนวนครอสลิงก์โพลีเอทิลีนมิชีลด์
เนื่องจากสายตัวนำที่ใช้งานกับระบบแรงดันไฟฟ้ามีมากกว่า 1kV ฉนวนที่ใช้ห่อหุ้มตัวนำจะต้องได้รับการยอมรับทั้งจากผู้ใช้และจากผู้ผลิต ซึ่งโดยปกติแล้วฉนวนที่ผู้ผลิตทำการผลิตสายตัวนำเพื่อใช้กับระบบแรงดันไฟฟ้าที่มากกว่า 1kV ก็คือโพลีเอทิลีน ครอสลิงก์โพลีเอทิลีน และเอทิลีนโพพีลีนรับเบอร์ เป็นต้น โดยฉนวนแต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป แต่ส่วนมากแล้วในปัจจุบัน ผู้ผลิตจะนิยมผลิตสายตัวนำที่มีฉนวนเป็นครอสลิงก์โพลีเอทิลีน(Cross-Linked Polyethylene Cable; XLPE)

   ขนาดกระแสสำหรับสายไฟฟ้า XLPE นี้นอกจากจะขึ้นอยู่กับขนาดของตัวนำแล้ว ยังขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอื่นๆอีก เช่น มีชีลด์ หรือไม่มีชีลด์  พิกัดแรงดันไฟฟ้าใช้งาน การติดตั้งการใช้งาน อุณหภูมิสภาวะแวดล้อม ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับอากาศ อุณหภูมิของดิน ค่าความต้านทาน และความร้อนของดิน เป็นต้น ดังในตารางที่ 13.3 จนถึงตารางที่ 13.5 จะเป็นการแสดงขนาดของกระแสสาย XLPE

               

13.2.3 สายที่ใช้ในระบบสื่อสาร
ในการออกแบบระบบไฟฟ้าจะมีระบบสื่อสารเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ซึ่งระบบสื่อสารดังกล่าวไม่ได้ใช้สายไฟเป็นอุปกรณ์หลัก แต่จะใช้สายประเภทอื่นๆแทน ซึ่งจะขอกล่าวพอสังเขปดังนี้
1. สายโทรศัพท์ เป็นสายที่ใช้ในระบบโทรศัพท์ เนื่องจากระบบโทรศัพท์ประกอบด้วย แผงกระจายสายรวม (Main Distribution Frame; MDF) กล่องต่อสายโทรศัพท์ (Telephone Cabinet; TC) สายโทรศัพท์และเต้ารับ ซึ่งสายโทรศัพท์จะมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท แต่ที่นิยมใช้กันคือ
-สาย AP-FSF (Foam/Skin Insulation Alpeth Sheathed, Filled Cable) มักใช้สายชนิดนี้ในงานเดินในท่อหรือรางใต้ดิน หรือท่อภายนอกอาคาร เป็นสายที่สามรถป้องกันการแทงทะลุ จากวัตถุภายนอกและยังสามารถป้องกันน้ำที่มาท่วมไปส่งผลอันตรายได้ ดังแสดงในรูปที่ 13.15 จึงเหมาะที่จะเป็นสายเมนจากองค์การเข้าสู่ MDF และร้อยในท่อ IMC ส่วนในตารางที่ 13.7 จะเป็นตัวอย่างแสดงข้อมูลของสายโทรศัพท์ชนิด AP-FSF
- สาย TPEV (Polyethylene Insulated and PVC-Sheathed Terminating Cable) มักใช้สายชนิดนี้ในงานเดินระหว่างแผงกระจายสายรวม (MDF) ไปยังกล่องต่อสายโทรศัพท์ประจำชั้น (TC)
- สาย TIEV (Inside/Outside Station Wire) มักใช้สายชนิดนี้เดินระหว่างกล่องต่อสายโทรศัพท์ประจำชั้น (TC) ไปยังกล่องต่อสายหรือเต้ารับโทรศัพท์
ส่วนสายโทรศัพท์ประเภทอื่นๆ ยังมีอีกมาก ขึ้นอยู่กับการใช้งาน ซึ่งผู้สนใจสามารถพิจารณาได้จากคู่มือของผู้ผลิตสายโทรศัพท์

 

เนื้อหาหน้าต่อไป